การใช้เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ เพื่อการวิเคราะห์ และบริหารจัดการภัยหนาว ในเขตภาคเหนือตอนบน

หลักการและเหตุผล
          ภัยธรรมชาติ คือ ผลกระทบที่เกิดจากอันตรายทางธรรมชาติ เช่น แผ่นดินไหว ดินโคลนถล่ม หรือน้ำป่าไหลหลาก ซึ่งทำให้เกิดผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ ภัยธรรมชาติมีหลายรูปแบบแตกต่างกันไปบางอย่างร้ายแรงน้อย บางอย่างร้ายแรงมาก ซึ่งอาจทำให้เกิดผลเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน โดยภัยธรรมชาติมีลักษณะการเกิดได้ 3 รูปแบบหลักๆ ได้แก่ ภัยจากการเคลื่อนตัวของแผ่นดิน เช่น แผ่นดินไหว ดินถล่ม ภูเขาไฟระเบิด  ลักษณะการเกิดอีกประเภทคือ ภัยจากน้ำ (อุทกภัย) เช่น น้ำท่วม คลื่นยักษ์  ประการสุดท้ายคือ ภัยจากสภาพอากาศ  เช่น ภัยหนาว  ภัยแล้ง และวาตภัย เป็นต้น
          ภัยหนาว เป็นภัยธรรมชาติที่เกิดจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง ซึ่งเกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยไม่สามารถยับยั้งได้ กล่าวคือในช่วงเดือนพฤศจิกายน ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ หรือลมหนาวจากประเทศจีนจะพัดลงมาปกคลุมพื้นที่ประเทศไทยตอนบนเป็นระยะๆ โดยในระยะแรกที่ลมหนาวพัดปกคลุมถึงประเทศไทยตอนบน จะทำให้บริเวณดังกล่าวมีฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรงในบางพื้นที่  ต่อจากนั้นอุณหภูมิจะลดลง โดยภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะเริ่มมีอากาศหนาวเย็นก่อนภาคอื่นๆ  สำหรับภาคกลาง และภาคตะวันออกจะเริ่มมีอากาศเย็นลงอย่างชัดเจน  เดือนธันวาคม และมกราคม เป็นช่วงกลางฤดูหนาว ลมหนาวกำลังแรงจากประเทศจีน จะพัดลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบนบ่อยครั้งและต่อเนื่องมากขึ้น ทำให้ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีอากาศหนาวถึงหนาวจัด โดยเฉพาะบริเวณยอดดอยและยอดภู  และประมาณกลางเดือนกุมภาพันธ์  ลมหนาวจะมีกำลังอ่อนลง ทำให้ภาคกลางและภาคตะวันออกมีอากาศอุ่นขึ้น แต่ในภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะยังคงมีอากาศเย็นในตอนเช้าต่อไปอีกจนถึงเดือนมีนาคม
          ดังนั้นสภาวการณ์ภัยหนาวจะเริ่มต้นขึ้นในช่วงเดือนพฤศจิกายน และสิ้นสุดลงในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี  โดยภาคเหนือตอนบน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยจะประสบกับปัญหาภัยหนาวในขั้นวิกฤตเป็นประจำ  การให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยหนาวจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง จึงต้องดำเนินการได้อย่างรวดเร็วและครอบคลุมพื้นที่ประสบภัย
โดยในปัจจุบันการจัดการปัญหาภัยหนาวนั้น เป็นการสั่งการให้ความช่วยเหลือผ่านระบบงานจากจังหวัดลงไปสู่อำเภอ  ตำบล และหมู่บ้าน และจัดทำรายงานการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยกลับมายังต้นสังกัด ซึ่งการรายงานผลการดำเนินงานโดยส่วนใหญ่ จะเป็นการสรุปข้อมูลเชิงตัวเลขและข้อมูลเชิงบรรยายแนบท้ายเพียงเล็กน้อย อาจทำให้ผู้บริหารได้รับข้อมูลที่ไม่เพียงพอ
          การนำเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศมาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการภัยหนาว จะช่วยให้การรายงานผลการดำเนินงาน หรือการแสดงข้อมูลต่างๆ มีความชัดเจนและครบถ้วนมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ ซึ่งมีประสิทธิภาพในการนำเสนอข้อมูลเชิงพื้นที่ และมีประสิทธิภาพในการสืบค้นข้อมูลเชิงพื้นที่ ซึ่งจะช่วยให้ผู้บริหารสามารถตัดสินใจในการวางแผนดำเนินงานต่างๆ ได้อย่างชัดเจนมากขึ้น
          การศึกษาครั้งนี้ จึงมุ่งเน้นศึกษารูปแบบการบริหารจัดการภัยหนาวของพื้นที่ภาคเหนือตอนบน โดยการประยุกต์ใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์เชื่อมโยงกับฐานข้อมูลเชิงบรรยายจากภายนอกที่เกี่ยวข้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมในระดับครัวเรือนที่หน่วยงานการปกครองได้จัดทำไว้ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเสนอเทคนิคการประยุกต์ใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์สำหรับการบริหารจัดการภัยหนาวให้มีประสิทธิภาพต่อไป

วัตถุประสงค์

  1. เพื่อศึกษารูปแบบการบริหารจัดการภัยหนาวของพื้นที่ภาคเหนือตอนบน
  2. เพื่อนำเสนอเทคนิคการประยุกต์ใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์สำหรับการบริหารจัดการภัยหนาวเพื่อการตัดสินใจของผู้บริหาร
พื้นที่ดำเนินการ
          พื้นที่ศึกษาครอบคลุมพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน ได้แก่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดเชียงราย จังหวัดลำพูน จังหวัดลำปาง จังหวัดแพร่ จังหวัดน่าน และจังหวัดพะเยา โดยลักษณะภูมิประเทศส่วนใหญ่ของภาคเหนือตอนบน ประกอบด้วยทิวเขาสลับกับหุบเขา และที่บริเวณหุบเขามักจะมีที่ราบขนาดเล็กบ้างใหญ่บ้างปรากฏอยู่ทั่วไป ทิวเขาส่วนใหญ่จะเรียงตัวขนานกันในทิศทางเหนือ-ใต้ ประกอบกับสภาพภูมิอากาศที่ค่อนข้างหนาวเย็นและแห้ง โดยเฉพาะบริเวณยอดภูและยอดดอย ซึ่งได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ พัดพาลมหนาวกำลังแรงจากประเทศจีนเข้าสู่ประเทศไทย ส่งผลให้เกิดสภาวการณ์ภัยหนาวในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ราบสูง ยอดภู และยอดดอยต่างๆ